| |
บันทึกการเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
วันศุกร์ ที่ 2 พ.ค. 2551
จองตั๋วเดินทางจากสถานีขนส่งหมอชิตไปจังหวัดเลย ได้ตั๋วเดินทางเวลา 21.00 น. แต่เนื่องจากเป็นช่วงเลาที่หยุดยาว 3 วัน จึงมีผู้เดินทางมารอขึ้นรถเป็นจำนวนมาก
และรถก็เข้าสถานีช้า กว่าจะได้ขึ้นรถก็เป็นเวลา 22.10 น. แล้ว หลังจากรถออกก็ได้ชมทิวทัศน์ระหว่างทางแล้วก็ผลอยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ชิว: ไอ้ที่ว่าไปจองน่ะ....ผมครับไม่ใช่ไอ้ต้อม แหม...ทำเป็นพูดว่ามาจอง ไอ้เราซิ...ต้องนั่งรถเมลล์ไปจองที่หมอชิตให้ แล้วดั้นไอ้วันที่ไปจองเป็นวันหยุดแรงงาน คนเยอะมาก รถโคตรติดเลย ออกจาก ม.เกษตร ทุ่มหนึ่งกว่าจะไปถึงหมอชิต 2 ทุ่มทั้งๆ ที่ระยะทางแค่นี้เอง แล้วอีกอย่างหนึ่งนะ...วันที่เดินทางฝากบอกไอ้ต้อมให้มันไปซื้อยาเส้นกับปลั๊ก 3 ตามาเตรียมไว้... มันก็มั่วนั่งกินไก่ KFC อยู่นั่นแหละ...หมั่นไส้มัน...! เลยนั่งกินกับมันด้วย อร่อยจัง ตังอยู่ครบ...5555 วันที่เดินทางนั้นก่อนจะเดินทางมาถึงหมอชิต ฝนตกก็เลยนั่งแท็กซี่จากโลตัสลาดพร้าว(ที่ที่ไอ้ต้อมมันนั่งกินไก้นั่นแหละ)ไอ้คนขับแท็กซี่ก็ไม่รู้จะรีบไปไหน...รถติดก็ยังจะบ่นอยู่ได้ ทำอย่างกับว่าบ่นแล้วรถมันจะไม่ติดอย่างนั้นแหละ แล้วอีกอย่างหนึ่งนะ...ก็ไม่รู้ว่าจะรีบ(ไปหาพ่ออออออ....)หรือเปล่า ขับปาดไปปาดมา นี่ถ้าหากถนนมี 16 เลนส์ คงจะวิ่งให้ครบ 16 เลนส์ก่อนที่จะมาส่งเราที่หมอชิตเป็นแน่ ดีนะที่พกตะกรุดอาจารย์ตัดไปด้วย...ในใจก็คิดว่า "ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกิดพร้อมไอ้ต้อม แต่ก็ขออย่าให้ลูกช้างต้องมาตายพร้อมมันเลย"
วันเสาร์ ที่ 3 พ.ค. 2551
หลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืน จนเวลา 5.30 น. ก็มาถึงผานกเค้า หลังจากนั้นก็ไปนั่งที่ร้าน "เจ๊กิม" เพื่อรอขึ้นรถสองแถวไปยังอุทยานแห่งชาติภูกระดึง
เช้านี้เป็นวันที่อากาศดีมากวันหนึ่ง เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ได้รู้สึกว่า หายใจแล้วรู้สึกสดชื่นของความชื้นในอากาศ แตกต่างจากที่กรุงทพโดยสิ้นเชิง
ตอน 6.40 น. ก็ขึ้นรถสองแถว ไปถึงที่ทำการอุทยานตอน 7.00 น. แล้วเริ่มเดินขึ้นภูกระดึงตอน 7.20 น.
ชิว: วันที่มาถึงคนน้อยมาก แปลกตากว่า 2-3 ครั้งที่ผ่านมา ก็เลยบอกกับต้อมว่า.... "เฮ้ย..ต้อม คนเยอะมากเลยว่ะ (ประชด) ไม่รู้ว่าจะนั่งตรงไหนดี เพราะปกติแล้วเวลาที่คนเยอะ ร้านเจ๊กินเค้าจะให้ไปปูเสื่อนั่งๆ นอนๆ รอที่ทำการอุทยานเปิดเสียก่อน แปลกตาดี แล้วเราก็ไปนั่งรอที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าร้านเจ๊กิม ซึ่งโต๊ะข้างๆ มีน้องผู้หญิง 2 คน กับน้องผู้ชายหนึ่งคน นั่งอยู่ซักพัก น้องผู้หญิงคนหนึ่งก็ร้องเสียงดังขึ้นมาด้วยความตกใจ... "อ้อฟๆๆ...ผึ้งต่อย โอ๊ย...." (และนี่เป็นการพบกันครั้งแรกของลูกทีมในทริบนี้ของผมกับต้อมอีก 3 คน) ผมก็เหลือบตาไปมองพร้อมกับตักข้าวที่มีแพนงหมู (2-3 ชิน) กับไข่พะโล้ (ฟองนิดเดียว) จานละ 40 บาท (ราคาเท่ากับข้าวราดแกงในห้างเลย) เข้าปาก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร หลังจากนั้น 7 โมงครึ่งก็นั่งรถ 2 แถวไปหน้าที่ทำการอุทยานฯ


ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวภูกระดึง การเดินทางครั้งนี้ไปกับรุ่นพี่คนนึงชื่อ "พี่ชิว" แกเป็นรุ่นพี่ที่ดีมากคนนึง ครั้งนี้ผมเสนอว่าจะแบกสัมภาระขึ้นไปเอง
จริงๆ แล้วพี่แกคงไม่เห็นด้วย แต่คงเกรงใจผมก็เลยทำตามที่ผมเสนอ การเดินขึ้นครั้งนี้รู้สึกเหนื่อยมาก ผมก็บ่นบ้างเป็นระยะเพื่อให้พี่แกด่าไปตลอดทางว่า "เป็นไงละ อยากซ่าดีนัก แบกไปให้ถึงนะมึง"
แล้วก็หัวเราะกันลั่น
ชิว: ปกติแล้วต้อมมันไม่ค่อยได้ชมผมหรอก...วันนี้มาแปลกแฮะ มันชมผมว่า... "เป็นรุ่นพี่ที่ดีคนนึง"...ซึ้งจังเลย อยากจะร้องไห้ นานๆ ทีมันจะชมซักที...แล้วก็ไอ้เรื่องสัมภาระเนี่ย ปกติแล้วผมจะแบกขึ้นไปเองทั้ง 3 ครั้งที่เคยมา ครั้งนี้อยากจะฝากบ้างเพราะสังขารมันก็เยอะแล้ว แต่ไอ้น้องบ้าพลังคนหนึ่งมันบอกว่า... "เกิดเป็นผู้ชาย เราต้องพิสูจน์ความเป็นชายด้วยการแบกเป้ขึ้นไปเอง".... ผมมองหน้าไอ้ต้อมมัน....แล้วก็บอกกับตัวเองว่า "เอาว่ะ..! แบกก็แบก"
หลังจากความเหนื่อยล้าเข้ารุมล้อม แรงฮึดเริ่มลดลง ความมั่นใจเริ่มหดหาย เราก็ได้เดินมาถึง "ซำแฮก" ซึ่งเป็นที่พักระหว่างทาง ก็นั่งพักดื่มน้ำแก้กระหายกันพอหอมปากหอมคอ
แล้วก็ออกเดินทางต่อ เดินมาได้นิดหน่อยก็เหนื่อยอีกแต่ก็พูดเหน็บแนมกับพี่แกไปตลอดทาง หัวเราะกันไปเรื่อยจนกระทั่งมาถึง "ซำกอซาง" ก็ได้นั่งพักอีกหน ซื้อน้ำกินพร้อมทั้งถามข้อมูล
จากแ่ม่ค้า ถามว่าตอนนี้มาได้ไกลแค่ไหนแล้ว แม่ค้าแกรีบเอาแผนผังมาให้ดู ปรากฏว่า จุดที่อยู่ในขณะนี้ อยู่สูงจากตีนภูในระยะขจัด(แนวดิ่ง) ประมาณ 600 เมตร
ซึ่งมาได้แค่ครึ่งทางเอง พี่ชิวเห็นแล้วเป็นลมไปสองรอบ 555
ชิว: ทันทีที่ถึงซำแฮก สิ่งแรกที่ผมอยากจะทำก็คือ อยากตะโกนใส่หูต้อมมันดังๆ ว่า.... "เฮ้ย...ต้อมความเป็นชายของพี่มันหมดไปตั้งแต่ครึ่งทางของซำแฮกแล้วโว้ย".....หลังจากนั้นก็มองไปรอบๆ หาต้นไม้ผูกเปลนอน ไอ้น้องบ้ามันก็ถามว่า... "เฮ้ย...อะไรว่ะ แม่งอ่อนจริงๆ...5555" นอนได้แค่ 10 นาที...ไอ้คนที่มันว่าผมอ่อน ก็เข้ามาบอกผมว่า... "เฮ้ย..ลุกๆๆ....เปลี่ยนเวรกันบ้าง"...แล้วมันก็ให้ผมไปถ่ายรูปพร้อมกับเอนหลังนอนบนเปลของผมอย่างสบายใจ....แสบจริงๆ ไอ้น้องบ้า
เมื่อเริ่มมีแรงก็ออกเดินต่อ ในระหว่างการเดินทาง ก็ได้มีการถ่ายรูปเก็บบรรยากาศบ้าง พูดคุยกับเพื่อนร่วมทาง ทักทายบ้าง แซวบ้าง ตามประสาคนปากไม่ดี(พี่ชิว) จนไปถึง "ซำกกโดน" แต่ไม่มีแม่ค้า พ่อค้า มาขายของเลย
ก็นั่งพักกันอีกที คิดในใจว่าพ้นซำกกโดนไปก็ถึงหลังแปแล้ว แต่ทางในช่วงนี้ค่อนข้างชันมาก ทางเดินเป็นก้อนหินทั้งหมด เดินลำบากอยู่แล้วดันมีฝนปรอยๆ ให้พอเปียกและหินลื่น
พอเหมาะในการล้มหัวฟาดก้อนหินพอดี แต่ไม่นานฝนก็หยุดเหมือนพระเจ้าได้ยินคำอ้อนวอนของพี่ชิวว่า "กูจะตายแล้ว"
ชิว: ทางระหว่างซำแฮกถึงซำกกโดนพบเพื่อนร่วมทางหลายๆ คน โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง (จริงๆ แล้วเอาแค่หลังแปให้ได้ก่อนเถอะ...เพราะยังต้องเดินทางราบไปศูนย์อีกตั้งเกือบ 4 กิโลแนะ) ที่สำคัญ...เจอกลุ่มของ 2 หญิงกับ 1 ชาย ที่เจอกันที่ร้านเจ๊กิม ผลัดกันแซง ผลัดกับตามอยู่เนืองๆ ซึ่งในระหว่างทางนั้นก็ได้ต้อมมันนี่แหละค่อยแต่ไปแซวเค้าบาง..เราก็เลยตามน้ำไปแซวเค้ากับมันด้วย ค่อยสร้างสัมพันธ์ระหว่างทางได้เป็นอย่างดีทีเดียวเลย


และแล้วเราก็มาถึงหลังแปตอนเวลา 12.45 น. แวะถ่ายซะ 1 รูปที่เป็นป้ายเขียนว่า "ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พชิตภูกระดึง" แล้วเดินตามทางเรียบเป็นระยะทางเกือบ 3 กม. ไปถึง
ที่ทำการอุทยานตอนเวลา 13.45 น. หลังจากนั้นก็ช่วยกันกางเต๊นท์เจ้าปัญหาที่เกี่ยงกันตลอดทางที่แบกมันขึ้นมา หลังจากนั้นก็ไปเช่าผ้านวมมา 3 ผืน กะว่าจะนอนเอาแรงสัก
1-2 ชั่วโมง และตั้งใจว่าจะเดินไปดูดวงอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก ตอนเวลาซัก 4 หรือ 5 โมง แต่พอราว 4 โมงกว่าๆ พระเจ้าแกล้งเราอีกแล้ว เกิดฝนตกหนักอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
หนักขนาดที่แค่พยายามจะิปิดซิ๊ปด้านหน้าเต๊นท์ ใช้เวลาราว 20-30 วินาที แต่ฝนสาดผ้านวมที่เพิ่งเช่ามา เปียกไปครึ่งผืน/ผืน ยังไม่พอน้ำท่วมเต๊นท์อีก ช่วยกันวิดน้ำกันพัลวัน
ผมเดาเอาว่าพระเ้จ้าคงจะเกลียดพี่ชิวมาก แต่ก็อย่างว่าแหละผมยังเกลียดแกเลย 555
ชิว: ก่อนที่จะกางเต้นท์ ตอนแรกคิดว่าได้ที่ที่ดีแล้วเพราะอยู่ตรงมุมของศาลา คิดยังไม่ทันไรเลย เหลือบไปมองเต้นท์ข้างๆ ลมพัดเต้นท์ปลิวกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่อีกมุมหนึ่งของศาลาเช่นกัน ผมกับต้อมก็เลยมองหน้ากันแล้วเหลือบไปมองเต็นท์ของตัวเอง พร้อมกับเชื่อในความคิดของเราทั้ง 2 คนว่า หากไม่หาเชือกมาผูกก็คงจะได้นอนเต้นท์ 2 ชั้น เพราะเต้นท์ของเราคงกลิ้งไปทับบนเต้นท์ของพี่เค้าแน่ๆ ก็เลยตัดสินใจไปซื้อเชือกมาผูกยึดเต็นท์ไว้ นอนได้ซักพัก....เสียงลมกับเสียงฝนที่เราไม่อยากจะให้เกิดก็มาเยี่ยมเยียน บรรยากาศตอนที่นอนรอฝนหยุดตกนั้น สุดบรรยายครับ ขาผมข้างหนึ่งเอาไปยึดกับพื้นเต็นท์เอาไว้ด้วยความเป็นกังวลว่าเต็นท์ของผมจะกลิ้งไปอยู่บนเต็นท์ของพี่ที่อยู่อีกฝากหนึ่งของศาลาหรือเปล่า ยึดเต็นท์อยู่ได้ซักพัก... น้ำครับ...! น้ำที่อยู่บนพื้นสาดและซึมเข้ามาเปียกที่ผ้าน่วม... แล้วไอ้น้องชายเจ้ากรรมครับมันพยายามจะทำให้พื้นที่น้ำท่วมแห้งครับ...โดยใช้.. "ทิชชูครับ"...ทิชชูซึ่งเป็นกระดาษที่ซับน้ำได้เยอะและดีมาก เกิดมาก็พึ่งเคยเห็นนี่แหละครับที่มีคนเอาทิชชูไว้สำหรับซับน้ำท่วม (ประชด) ผมก็ได้แต่นั่งมองมันเอาทิชชูทีละแผ่น...ทีละแผ่น....ทีละแผ่น...ซับน้ำที่ไหลเข้ามาอย่างมากมายเหลือเกินพร้อมกับพาลคิดไปว่า... คืนนี้จะได้นอนบนผ้าน่วมที่หนักที่สุดในโลกหรือเปล่า (ที่หนักเพราะผ้านวมมันเปียก) โชคยังดีครับ...เปียกไปครึ่งหนึ่ง แต่มันก็ทำให้ผมได้เจอกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผมประการหนึ่งก็คือ การที่ต้องมานอนเบียดกับไอ้ต้อมทั้งคืน เลวร้ายจริงๆ

หลังจากประเมินว่าไปผาหมากดูกไม่ได้แล้วก็เลยตัดสินใจนอนเอาแรงก่อน จนกระทั่งประมาณ 17.30 น. ก็ผลัดกันไปอาบน้ำ แล้วก็มากินข้าวที่ร้านข้างที่ทำการอุทยาน
หลังจากนั้นจึงไปติดต่อเจ้าหน้าที่ขอเดินทางเข้า "ป่าปิด" ที่อุทยาน แล้วก็ไปที่ร้าน "ทับแก้ว" ซึ่งเป็นร้านขายของที่ระลึกต่างๆ พร้อมทั้ง Post Card พี่ชิวเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งรี่เข้าไปซื้อ
Post Card เขียนให้สาวๆ ราว 70-80 ใบ (กิ๊กมากจริงๆ ไม่เหมือนเรามีแค่ 6 คนเอง 555...) แล้วไปกินน้ำชาพร้อมทั้งมองกวาง(แทนที่จะเป็นสาวสวย)ไปด้วย ได้บรรยากาศดีแท้
แล้วกลับมานอนตอน 22.00 น.
ชิว: ร้านที่อยู่บนศูนย์ฯ วังกวางนั้น แปลกตามาก เพราะเหลือร้านค้าอยู่ไม่กี่ร้านเอง เราเลือกมากไม่ได้ก็เลยลองสุ่มดู อย่างว่าแหละครับ...อยู่กับคนที่ดวงซวยอย่างไอ้ต้อมก็เลยสุ่มเลือกร้านที่รสชาติมันไม่ค่อยอร่อยเท่าไร..แต่ก็โอเคนะพอประทังชีวิตไปก่อน ระหว่างที่กินข้าวนั้นได้ร่วมโต๊ะกับน้อง 3 คนที่ผลัดกันแซงผลัดกันตาม นั่นก็คือ เติ้ล, ต๋อม, อ๊อฟ ซึ่งตอนหลังก็ได้มีโอกาสเข้าป่าปิดด้วยกัน...กินเสร็จ อิ่มแล้วก็นอน สบายดีแฮ

วันอาทิตย์ ที่ 4 พ.ค. 2551
หลับๆ ตื่นๆ ตั้งแต่ตี 4 เพราะกังวลว่าจะไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นไม่ทัน แต่พอตอนราวตี 5 ได้ยินเสียงฝนตก ก็คิดไปเองว่าฝนคงตกหนักอีก สองจิตสองใจว่าจะไปดีมั้ย
เลยลองปลุกพี่ชิว แล้วถามว่าเอาไงดีพี่ แล้วผมก็ได้คำตอบที่น่าประทับใจอีกครั้ง "ฝนตกหนักแน่ อย่าไปเลย แล้วกูก็จะนอนด้วย" พี่แกน่ารักจริงๆ พร้อมๆ ไปกับน่ายิงด้วย
ผมเลยถอดใจว่าคงไม่ได้ไปแล้ว เลยนอนต่อ แล้วตื่นอีกทีตอน 7.30 น. กำลังจะไปอาบน้ำ เจอพี่คนนึงที่กางเต๊นท์อยู่ข้างๆ กำลังจะกลับ ก็ทักทายกันนิดหน่อย
แล้วเผอิญพี่แกบอกว่าได้ไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นด้วย พร้อมทั้งบรรยายต่อว่าสวยมาก มีทั้งไอ้นั่น ไอ้โน่น ไอ้นี่ ผมนึกใจในว่าพี่มีปืนด้วยมั้ย ผมจะยืมเอาไปยิงแสกหน้าพี่ชิว
ซัก 2-3 รู อยากฆ่าแกจริงๆ หลังจากอาบน้ำ เตรียมตัวที่จะไปเดินป่าปิด ก็เดินไปที่ทำการอุทยานตอน 9.00 น. นั่งรอเพื่อนร่วมทางไปป่าปิด
ชิว: จริงๆ แล้วผมว่าต้อมมันก็ขี้เกียจไปเหมือนกันแหละครับ เพราะมันเหนื่อย เดินทางมาทั้งวัน อีกอย่างหนึ่งนะครับ...ไอ้ที่บอกว่า… "แล้วกูก็จะนอนด้วย" ...มันก็คงเป็น คำตอบที่อยู่ในใจมันเหมือนกันครับ... นอกจากนี้ตอนที่เจอพี่คนหนึ่งที่กางเต๊นท์อยู่ข้างๆ (ก็เต็นท์ที่เต็นท์ของเราจะกลิ้งไปทับเค้านั่นแหละ) แกบอกว่าได้ไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นด้วย พร้อมทั้งบรรยายต่อว่าสวยมาก มีทั้งไอ้นั่น ไอ้โน่น ไอ้นี่ ผมก็คิดในใจว่า...ช่างมันเถอะ... เพราะวันพรุ่งนี้ก็ยังมีโอกาสไปดูได้ หากไอ้ต้อมมันมีปืนมันก็ไม่ยิงผมหรอก มันขี้กลัว หากมันยิงผมแล้ว วันพรุ่งนี้มันกลัวไม่มีเพื่อนไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเป็นเพื่อนมัน ...ไอ้ขี้แหง่เอ้ย
หลังจากรออยู่พักนึงเราก็ได้คณะเดิน 16 คน โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยาน 1 คน เป็นคนนำทางและรักษาความปลอดภัยในกับพวกลูกลิงทั้งหลาย รวมเป็น 17 คน
พี่เจ้าหน้าที่แกชื่อ "พบ ขุดดาเวียง" รูปหล่อ มาดเข้ม(ต้องชมหน่อยเพราะพี่แกแบกข้าวกลางวันให้พวกเราด้วย) หลังจากพร้อมกันแล้วก็ทำการออกเดินทาง
การเดินทางตอนแรกเป็นทางเดินธรรมดา แห้งบ้าง ชื้นบ้าง แฉะบ้างคละเคล้ากันไป แต่มันเป็นการลวงให้ตายใจ เพราะช่วงหลังโหดมาก ในระหว่างเดินทางก็ได้พูดคุยกับ
รุ่นน้องทีมหนึ่งมากันสามคน(สวยทั้งสามคนเลย 555) ชื่อ เติ้ล, ต๋อม, อ๊อฟ น้องๆ ทั้งสามน่ารักมากเอาขนมมาเยอะแยะ ส่วนน้ำเอามาขวดเดียว กินกัน 3 คน(แล้วไม่เต็มขวดด้วยนะ 555)
แล้วยังแสบจริงๆ ขนมให้ผมกับพี่ชิวถือ ส่วนข้าวกลางวันฝากพี่เจ้าหน้าที่ พี่ชิวแกก็บ่น ด่าไปตลอดทางถึงแม้จะมีขนมของน้องเค้าเต็มปากตลอดเวลาก็ตาม
ชิว: ก่อนจะออกเดินทางนั้นด้วยความที่เราต้องเดินทางเป็นหมู่คณะก็เลยทำให้เกิดความหงุดหงิดขึ้นมาบ้างกับการที่ต้องนั่งค่อยกันไปค่อยกันมา แต่ก็เดินทางกันด้วยความถ้อยถี่ถ้อยอาศัยกัน บางคนอยากเดิน บางคนอยากพัก บางคนหิวข้าว บางคนกางร่ม แตกต่างกันทางความคิดแต่ก็ลงตัวด้วยจุดมุ่งหมาย ที่มีอยู่อย่างเดียวกันคือป่าปิดและน้ำตกขุนพอง นอกจากนี้จริงๆ แล้วหากผมกับต้อมมาเองก็คงจะไม่ได้ซื้อขนุกขนมมากินในระหว่างทางเท่าไรนักหรอกครับ...แต่เดชะบุญที่น้องเค้าซื้อมา แล้วเราก็เลยอาสาที่จะถือให้ น้องเค้าก็ใจดีแล้วยังบอกอีกว่า... "กินได้นะพี่...กินเลย"... ผมก็เลยกลัวน้องเค้าจะเสียน้ำใจ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งนะครับ... ไอ้ขนมที่มันเต็มปากผมอยู่..มันก็ไม่ได้แตกต่างกับขนมที่ไอ้ต้อมมันกินอยู่ตลอดทางเหมือนกันแหละครับ....


แล้วการเดินทางก็เริ่มสมบุกสมบันมากขึ้น เมื่อมีทั้งขึ้นเขา-ลงเขาที่ทั้งสูงและชันลงไปยังเบื้องล่างของภูซึ่งดูคล้ายหุบเหว แต่ทิวทรรศน์นั้นดูแปลกตา แต่สวยงามมากทุกอย่างลงตัวไปหมด
ทุ่งหญ้าที่เขียวขจี มองไปสุดลูกหูลูกตา ต้นสนตั้งตระหง่านให้ความรู้สึกทั้งแข็งแรงและนุ่มนวล ผาหินก้อนใหญ่ที่มั่นคงแต่กลับรู้สึกหวาดเสียว เป็นความรู้สึกหลายอย่างที่รู้สึกขึ้นพร้อมกัน
แต่ละความรู้สึกให้อารมณ์ที่แตกต่างกัน แต่กลับรู้สึกลงตัวอย่างประหลาด เป็นบรรยากาศที่ยากเกินบรรยาย ต้องไปอยู่ ณ นั้นเองแล้วท่านจะเข้าใจ ว่าสิ่งที่ผมพยายามจะบอก
คืออะไร

ในระหว่างการเดินทางก็ได้ยินเสียงหยอกล้อ แซวกันมาตลอดทางแต่ฟังแล้วเข้ากับบรรยากาศอย่างบอกไม่ถูก เดินต่อมาอีกซักพักก็ได้ยินเสียงน้ำไหล ใช่แน่นอนถึงน้ำตกแน่
ทุกคนเริ่มดีใจเพราะใกล้จะได้พัก แต่กลับมีคนที่ดีใจกว่าเรามันคือ "ทาก" เพราะมันกำลังจะได้กินเลือดสดๆ ทุกดีใจได้ไม่นาน ความรู้สึกกลัวเข้ามาแทนที่ทันที มันมากันแล้ว
บางคนเริ่มถูกกินทั้งเป็น มีเสียงร้องระงม หลายคนอยู่ในอาการตกใจ ในเวลานั้นมันน่ากลัวมาก แต่แล้วพระเอกสวมชุดลายพรางก็มาช่วยพวกเราไว้ แกจับเจ้าทากน่าเกลียด
ขว้างทิ้งออกไปทีละตัวสองตัว หลังจากพี่พบกับเจ้าทากสู้กันพัลวัน แล้วพี่พบก็ชนะมาด้วยสภาพเลือดท่วมตัวแล้วพาทุกคนหนีตายไปใกล้น้ำตก
แล้วเราก็ได้มาพบน้ำตกขนาดเล็กแต่ความสวยไม่แพ้ใคร ชื่อว่า "น้ำตกหงษ์ทอง" ก็นั่งพักกันพอหายเหนื่อย บ้างก็นอน บ้างก็ถ่ายรูป บ้างก็ชมธรรมชาติ ตามอัธยาศัย
ชิว: ไอ้ทากที่มาเกาะนั้น..ผมเองน่ะอยากจะให้มันเกาะไอ้ต้อมมันใจจะขาดเลยครับ มันจะได้เป็นคนดีขึ้นซักที เพราะจะได้ดูดเอาเลือดชั่วๆ ออกไป..55555


หลังจากพักกันพอหอมปากหอมคอ ก็ออกเดินทางต่อ คราวนี้ต้องกระโดดข้ามห้วยเล็กๆ ด้วย ให้ความรู้สึกหวาดเสียวดี แล้วเดินลัดเลาะไปตามธารน้ำเรื่อยๆ มีลุยน้ำเล็กๆ พอให้เท้าเปียก
มีปีนบันไดขึ้นไปตามผาที่สูงชัน เดินกันไปด้วยความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันไปทั้ง ตื่นเต้น หวาดเสียว สนุก ประหม่า ฯลฯ เป็นช่วงเวลาที่แปลกดีพิลึก แล้วในที่สุดเราก็ได้มาถึง
ไฮไลท์ของงานนั่นก็คือน้ำตก "ขุนพอง" เป็นน้ำตกที่สวยมาก ผาหินสูงชันที่ีมีน้ำตกไหลผ่านลงมาเบื้องล่างที่มีแอ่งน้ำรองรับอย่างพอเหมาะ น้ำใสและเย็นมาก มีแมกไม้สวยงามเสริมให้บรรยากาศ
ดูแล้วสวยงามมากๆ คุ้มกับที่เดินทางมาไกล ต่อจากนั้นพี่พบก็บอกว่าเราจะพักกินข้าวกลางวันกันที่นี่ เป็นเวลา 30 นาที ได้เวลากินกันแล้วก็เติมพลังงานให้กับตัวเองพร้อมกับ
ชื่นชมธรรมชาติด้วยความสุข แต่แล้วความสุขก็ถูกแทนที่ด้วยความกังวลอีกครั้งเมื่อน้ำที่เอามาลดลงอย่างรวดเร็ว ในทีมที่มีกัน 5 คน กลับมีน้ำไม่ถึงครึ่งขวด ทั้งหมดเริ่มมองหน้า
กันเองราวกับน้ำในขวดน้อยนิดมันคือสมบัติล้ำค่า เริ่มมีการส่งกระแสสังหารไปยังคนรอบข้าง ผมว่าถ้าการฆ่าคนไม่ผิดกฏหมาย พี่ชิวมันลงมือแน่ ผมและน้องๆ คงกลาย
เป็นผีเฝ้าน้ำตก เกือบจะชิงฆ่าแกก่อนแล้วเชียว ทันใดนั้นมีพี่ๆ มาขอแบ่งน้ำ ตอนนั้นน้ำอยู่ที่น้องอ๊อฟ ด้วยความเป็นคนดีน้องอ๊อฟจึงแบ่งน้ำให้กับพี่ๆ เค้า ตอนนี้เหลือน้ำอยู่
แค่ไม่กี่อึก สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ต้องทำเป็นใจเย็น เรียกว่าเป็นช่วงวัดใจกันเลยที่เดียว แต่ทุกคนก็ยังรักษาความสุขุมไว้ ถึงแม้ไอ้พี่ตัวแสบของผมมันจะทำตาเขียวตลอดเวลาแต่มันยังไม่ลงมือ...
ชิว: มื้อกลางวันเป็นมื้อที่น่าประทับใจที่สุดเพราะเป็นมื้อที่เราได้รับพลังงานกันมาก (แต่กลับไม่ค่อยได้โปรตีน) เพราะปริมาณข้าวเหนียวที่ห่อมานั้น..เยอะมาก...เยอะจริงๆ แต่หมูทอดที่ร้าน (ร้านเดียวกันกับร้านที่เราสุ่มไปเจอกับรสชาติที่ไม่ค่อยอร่อยนั่นแหละ)เตรียมมาให้นั้นมีอยู่น้อยนิด แต่ผมกับน้องอ้อฟก็กินกันหมดด้วยความคิดที่ว่า... "หากตอนนี้เกิดโรคระบาด อาหารขาดแคลนอย่างนัก ผมกับน้องอ้อฟคงจะตายทีหลังเพื่อน เพราะได้ตุนอาหารไว้ในท้องอย่างเต็มที่แล้ว"

ได้เวลาไปต่อแล้ว ออกเดินลัดเลาะไปตามลำธารอีกครั้ง ลุยน้ำ ข้ามห้วย ถึงแม้จะอยู่ในสถานที่ที่สวยมาก แต่พี่ชิวแกยังไม่ละความพยาบาท ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเริ่มสั่นคลอน
ไม่สามารถหาความไว้วางใจกันได้ในขณะนั้น แต่แล้วพระเอกชุดลายพรางกลับมาช่วยเราอีกครั้ง พี่พบบอกว่าน้ำที่น้ำตกกินได้ ตักไปเลย ผมตัดสินใจยกน้ำเฮิกสุดท้ายในน้องเติ้ล
แล้วเอาขวดมารองน้ำในธารน้ำ พอยกขึ้นมาดูปรากฏว่ามันไม่ใสอย่างที่เราคิด ไม่มีใครกล้ากิน พี่พบจึงบอกว่าเดี๋ยวผมจะไปรองน้ำให้ที่ธารน้ำซับให้ พระเอกของเราหายไปชั่วครู่
แล้วกลับมาพร้อมกับน้ำในขวดที่ใสอย่างน้ำดื่มทั่วไป กำลังใจในทีมดีขึ้นมาก น้องอ๊อฟเป็นหนูทดลองตัวแรกที่ดื่มน้ำดังกล่าว ตามมาด้วยน้องต๋อมและน้องเติ้ลตามลำดับ
ผมเหลือบมองพี่ชิวทันทีว่าแกจะดื่มด้วยมั้ย แต่แกไม่ดื่มอาจเพราะกลัวตาย ซ้ำยังส่งสายตาสาปแช่งเหมือนกับอยากเห็นน้องๆ เค้าชักดิ้นชักงอราวกับนางเอกดื่มยาพิษในหนังจีนที่ฉาย
ในช่อง 7 (แกชั่วจริงๆ 555)
ชิว: ตอนที่ต้อมมันยกน้ำให้น้องเติลนั้น ตาเหี่ยวๆ ของมันมองดูน้ำเฮือกสุดท้ายที่น้องเติลกินอย่างใจจดใจจ่อว่า... "นี่กูตัดสินใจผิดหรือเปล่าเนี่ย น่าจะกินเองว่ะ คนดีๆ มันตายไปหมดแล้ว มันไม่มีในโลกหรอก"....หลังจากนั้นไอ้ต้อมมันก็ตักน้ำที่ลำธารน้ำตกมาใส่ขวด ดูจากสภาพสีแล้ว....ผมล่ะอยากจะให้ไอ้ต้อมมันกินเองจริงๆ เลย ขุ่นเชียว มีตะไคร่ด้วย แต่ต้อมมันคงกินได้แหละเพราะในตัวมันเองก็มีไอ้พวกนี้เยอะอยู่แล้ว เสียดายจังที่พี่พบเค้าไปตักตรงที่น้ำซับมาให้ ต้อมมันเลยไม่ได้กินน้ำที่มีตะกอนและตะไคร่ที่มันอยากกินเลย ส่วนน้ำที่เหลืออยู่ขวดเดียวนั้นตัวผมเองไม่ค่อยได้คิดมากอะไรเท่าไรนักเพราะคิดว่าตนเองทนไหวในระยะทางแค่นี้ รวมทั้งกลัวน้ำที่เค้าตักขึ้นมาจากน้ำตกด้วย เลยตัดสินใจอดทนไม่กินน้ำที่ตักมาจากน้ำตก แล้วก็รอดตามเมื่อมาได้กินน้ำฝนที่สถานีโทรคมนาคมครับ ครั้งแรกที่ได้ดื่มน้ำฝนที่ภูกระดึง มันช่างเป็นน้ำที่อร่อยที่สุดกว่าที่ไหนๆ ทีเคยกินมาเลยครับ เพราะคอแห้งมาก
เดินมาจนถึงจุดที่ต้องกระโดดข้ามห้วยเล็กๆ อีกที แต่ครั้งนี้ต้องกระโดดไกลหน่อย แต่ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่ระยะห่าง แต่มันคือ "พลาดหรือไม่พลาด" ถ้าพลาดก็จะตกลงไปในธารน้ำแล้วไหลเข้าสู่ใต้ก่อนหินใหญ่ มีโอกาสสูงมากที่จะเสียชีวิต ให้ความรู้สึกถึงการเอาชีวิตเข้าแลกดีจริงๆ แต่ทุกคนก็ผ่านมาได้
ชิว: ต้อมมันกลัวครับ มันกลัวจริงๆ ....5555 อย่าว่าแต่ต้อมเลย..ผมเองก็กลัว


เดินทางต่อเพื่อขึ้นไปยังด้านบนของภูอีกครั้ง คราวนี้ขึ้นไปตามทางลาดชันของผา ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเดินขึ้นภูกระดึงคือ ทั้งชัน ทั้งสูง ทั้งไกล เอาเป็นว่าเหนื่อยมาก
ก็แล้วกัน แล้วยังมาเจอป่าหญ้าคาขนาดยักษ์ ต้องเดินลุยป่าหญ้าคาให้มันบาดเล่น ซ้ำเจ้าทากยังกลับมาอีกที มีเสียงร้องระงมปนโอดครวญอีกครั้ง แต่ก็ลุยกันมาจนถึงด้านบนของภู สภาพของทีมในขณะนี้มีทั้งที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ แข็งแรง และกำลังใจดี(พี่พบคนเดียว) และที่เริ่มมีสภาพย่ำแย่ แต่ที่น่าแปลกคือทุคนยังคงสนุกกับการเดินทาง
เป็นภาพอันน่าประทับใจอีกอย่าง หลังจากนั้นก็ลัดเลาะไปตามยอดภูจนถึงศูนย์โทรคมนาคม มีเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่คนนึง ก็ขอน้ำกินและนั่งพักกันนิดหน่อยแล้วเดินต่อไปยังผาหล่มสัก
ซึ่งเป็นไฮไลท์ของการมาภูกระดึงเลยก็ว่าได้ เดินต่อไปอีกเกือบ 3 กม. ก็ถึงที่หมายตอน 16.30 น. พักกินก๋วยเตี๋ยวกันคนละชาม แล้วก็ไปถ่ายรูปดวงอาทิตย์ตก ได้ภาพที่สวยมาก
เนื่องจาก ผาหล่มสักมีหินก้อนใหญ่ที่ยื่นออกไปนอกผา พร้อมทั้งมีต้นสนใหญ่ที่มีกิ่งยื่นออกไปรับกับก้อนหินใหญ่อย่างพอดิบพอดี แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตอนดวงอาทิตย์ตก
ก็มาตกลงตำแหน่งที่ต้นสนและก้อนหินใหญ่พอดิบพอดี ทำให้เกิดเป็นวิวที่สวยงามเกินบรรยาย ราวกับว่าได้ถูกออกแบบโดยอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ อะไรมันจะลงตัวขนาดนั้น หลังจากถ่ายรูปจนหนำใจ ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าราวกับรับรู้ว่าถึงเวลาอันควรแก่การเดินทางกลับมายังค่ายพักแรม แล้วก็ออกเดินมาตามทางเรื่อยๆ เป็นระยะ
ทาง 9 กม. กว่าๆ จนถึงที่หมายด้วยสภาพกายอันเหนื่อยล้าแต่สภาพจิตกลับประทับใจจนยากที่จะลืมเลือน กลับมาถึงที่พักราวๆ 21.00 น. แล้วก็ไปกินข้าวกับพี่ชิวและน้องๆ เค้า
หลังจากนั้นก็ไปอาบน้ำแล้วมานอนด้วยความคาดหวังว่าพรุ่งนี้ตอน 4.30 น. จะได้ไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นอีกครั้ง
ชิว: บรรยากาศตอนที่นั่งรอพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักนั้น ถึงแม้ว่าบนภูกระดึงแห่งนี้จะมีคนมาท่องเที่ยวไม่มากเหมือนกับ 3 ครั้งที่ผมเคยมา แต่ก็จัดได้ว่ามีผู้ที่มาเยี่ยมเยียน ณ ผาแห่งนี้มีจำนวนมากเกินกว่าที่ๆ เงียบสงบอย่างผาหล่มสักจะรับได้ไหว คนบางกลุ่ม บางหมู่คณะ ยังคงดูสับสนและวุ่นวาย ในใจผมก็พาลคิดไปว่า หากผาแห่งนี้มีความเงียบสงัดในบรรยากาศที่เงียบสงบลงบ้างน่าจะดี เพราะจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศให้เต็มที่ ซึ่งในตอนนั้น...ขณะนั้น...อยากให้มันเงียบสงบเสียจนลืมนึกถึงบรรยายกาศที่มีความสนุกสนานในครั้งที่ผ่านๆ มาที่ได้มาที่นี่กับเพื่อนร่วมทางที่มากกว่านี้ซึ่งบางทีเราอาจจะสนุกสนานและเสียงดังกว่านี้ก็ได้ นอกจากนี้บรรยากาศตอนที่เดินกลับจากภูกระดึงนั้น..ตัวผมกับต้อมเองไม่ได้เตรียมตัวที่จะเดินกลับจากผาหล่มสักครับเลยไม่ได้เตรียมไฟฉายมา เราเดินกันมาตามระยะทางของถนนที่เป็นทรายสีขาว ซึ่งยังพอมองเห็นเมื่อมันสะท้อนกับแสงของดวงดาวและพระจันทร์ แต่ก็ต้องขอบอกว่าในตัวผมเองก็ยังหวั่นๆ อยู่เพราะส่วนใหญ่จะให้ผมเดินข้างหน้านำด้านหน้า แถมยังกลัวอีกด้วยว่าเราจะเดินทางเป็นหมู่คณะสุดท้าย เพราะผมกลัวแถมยังไม่มีไฟฉายอีกด้วย แต่ก็ทำใจดีสู้เสื้อ..เอาว่ะ..น่าจะกลับได้น่า ผมตอบตัวเองอย่างนั้น ตอนเดินมาในระยะแรกๆ ก็ไม่เท่าไรนักเพราะยังพอมองเห็น มีอยู่ช่วงหนึ่งเป็นช่วงทางเดินที่ใบสนตกทับเส้นทาง ทำให้มองไม่เห็นเม็ดทรายสีขาว แต่ผมก็ยังคงเดินไปตามทางด้วยสัญชาตญาณของตนเอง พร้อมทั้งแบกความหวังอีกทั้ง 4 ชีวิตว่าจะเดินตามผมแล้วสามารถจะกลับไปยังที่พักได้ ต้อมเองมันก็คิดเหมือนกันว่าผมมองเห็นได้ยังไง....มันคิดยังไม่ทันไรเลย..ก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนจากผมออกมาว่า ... "เฮ้ย..ต้อม...พี่มองไม่เห็นว่ะ..ขอไฟจากโทรศัพท์มาส่องหน่อยซิ"..... มืดมากครับ...มืดจริงๆ...มองทางไม่เห็น แม้จะใช้แสงไฟจากโทรศัพท์(ซึ่งมีอยู่น้อยนิด)มาส่องก็ตาม ตอนนั้นผมเชื่อว่า..จิตใจของเพื่อนร่วมทางผมอีก 3 คน กำลังหดหู่เพราะกำลังเดินอยู่ในความมืด และยังไม่มีอุปกรณ์ช่วยส่องแสงอีก ประกอบกับตัวผมเองก็เริ่มที่จะเงียบลง เงียบลง จนไม่ได้ยินเสียงของผมเพราะผมเจ็บเท้า รองเท้าบู๊ตมันกัดไม่ยั้งเลยครับ จนน้องต๋อมถามว่า .... "พี่ชิว..เป็นอะไร ไม่พูดไม่จา"..... ผมว่าน้องเค้าก็คงกลัวผมจะบอกว่าผมพาเดินมาทางผิดเหมือนมั๊งครับ (ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่า) ในขณะเดียวกันไอ้น้องบ้าพลังคนหนึ่ง...มันก็พูดอยู่ได้...ไม่รู้ว่ามันไปเอาแรงมาจากไหน เดินไปพูดไป พูดเสียจนจิตใจที่หดหู่ของน้องยิ่งหดหู่ไปกันใหญ่เพราะรำคาญ (5555....หลอกด่าไอ้ต้อมมันหน่อย) ...โชคยังดีครับที่ผมตัดสินใจถูกที่เรารีบเดินและไม่เป็นกลุ่มสุดท้าย เพราะยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินตามเรามา แถมยังมีไฟฉายกันครบครัน (กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มที่ผมคิดในตอนแรกว่าเป็นกลุ่มที่ทำให้ความเงียบสงบของผาหล่มสักหายไปนั่นแหละ) ต้องขอบขอบคุณจริงๆ ครับถึงแม้จะไม่ได้รู้จักชื่อกันก็ตาม และแล้วก็เดินกลับมาถึงที่พักจนได้ เราได้รางวัลจากร้านอาหารเดิมที่เราซื้อข้าวเหนียวหมูทอดมากินที่น้ำตกขุนพอง รางวัลนั้นก็คือ "ราดหน้าที่อ่อยที่สุดในโลก"... ไม่เชื่อ ถามต้อม น้องเติล น้องอ้อฟ ดูได้เลย...5555


วันจันทร์ ที่ 5 พ.ค. 2551
ตื่นขึ้นมาตอนเกือบ 5.00 น. เพราะเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้เพื่อจะไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ผมปลุกพี่ชิวอีกครั้ง คราวนี้แกตื่นแต่โดยดีซึ่งน่าแปลกมาก แล้วก็เก็บของนิดหน่อย
หลังจากนั้นก็ไปปลุกน้องเค้าที่เต๊นท์เพราะเค้าบอกว่าจะไปด้วย แต่เบี้ยวซะงั้น ผมเลยไปกับพี่ชิว 2 คน ได้รูปสวยๆ มาอวดกันนิดหน่อย
ชิว: ใครบอกว่าตื่นมาโดยดีครับ เจ็บตีนมากกกกกกกก....เจ็บจริงๆ พองไปหมด แต่ก็ไปเป็นเพื่อนมันหน่อย เดี๋ยวมันจะร้องไห้งอแงภายหลัง นอกจากนี้นะครับ ผมยังจำได้นะที่น้องอ้อฟบอกผมว่า... "พี่ครับ...พวกพี่จะไปไหนมาเรียกพวกผมด้วยนะครับ..จะได้ไปด้วยกัน" ซึ่งมันเป็นคำตอบที่ได้จากเมื่อคืนที่เราได้กินราดหน้าด้วยกัน พอตอนเช้าผมกับต้อมเดินไปเรียก...
ต้อม : "ฮะโหลๆ...น้องๆ....."
ชิว : "อ้อฟ....เฮ้ยไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเปล่า....?"
ชิว : "อ้อฟๆๆ..." (อีกครั้ง)
อ้อฟ : "ครับ..."
อ้อฟ : "เฮ้ย...ต๋อม...พี่เค้ามาเรียกไปดูพระอาทิตย์ขึ้น"
ต๋อม : "....#@#!~%$#$@%$#@~!#@$...."
เติล : ".......................ZZZ"
อ้อฟ : "ไม่ไปครับพี่...ขอบคุณครับ...ZZZZZZZZ"


หลังจากกลับมาจากผานกแอ่นก็มาแวะกินกาแฟกับปาท่องโก๋ พร้อมทั้งพูดเรื่องสัพเพเหระ หัวเราะกันไปเรื่อย แล้วกลับไปอาบน้ำเก็บข้าวของ เก็บเต๊นท์ แล้วก็เอาไปฝากลูกหาบจ้างเค้าขนลงไปให้ (หลังจากหายซ่าที่ตอนขึ้นขนมาเอง แทบตาย 555) แล้วก็นั่งเล่นจนเกือบเที่ยงจึงลงจากภูกระดึง ถึงตีนภูตอนเกือบๆ 17.00 น. แล้วก็อาบน้ำชำระเหงื่อไคลอีกครั้ง แล้วนั่งรถสองแถวไปยังผานกเค้าเพื่อขึ้นรถทัวร์อีกที กลับกรุงเทพ เป็นอันจบการเดินทาง!!
ชิว: ก่อนที่จะอาบน้ำหลังจากที่ลงมาแล้วนั้นนะครับ..ลงมาพร้อมกับอีกหมู่คณะหนึ่งครับ (ทั้งที่เค้าออกมาหลังเราตั้ง 3 ชั่วโมง) เลยทำให้ห้องอาบน้ำไม่พอกับคนอาบครับ ผมเลยแนะนำให้ต้อมมันอาบน้ำในห้องส้วมโดยใช้ที่ฉีดก้นอาบน้ำ ล้างหน้า และแปรงฟัน แต่ต้อมมันไม่ทำครับ ต้อมมันฉลาด อาจจะเป็นเพราะเจ้าทากตัวที่ติดอยู่ข้างๆ เต็นท์ของเรา 2 ตัวนั้น มันดูเลือดโง่ๆ ของต้อมมันออกไปเลยทำให้ต้อมฉลาดขึ้น มาครั้งนี้ผมได้น้องชายที่เป็นคนดีและคนฉลาดเพิ่มขึ้นครับ เพราะทากดูเลือดชั่วๆ และเลือดโง่ๆ ออกไปหมด คุ้มค่าจริงๆ...55555
*** พี่ชิวที่ผมกล่าวหาแกต่างๆ นาๆ เป็นการหยอกล้อกันเล่นทั้งสิ้น จริงๆ แล้วการเดินทางครั้งนี้ ต้องขอบคุณพี่แกมากๆ ที่คอยช่วยเหลือทุกอย่าง พร้อมทั้งเสียงหัวเราะที่
สร้างความรู้สึกว่าการมาเที่ยวครั้งนี้สนุกสนานมาก ทั้งๆ ที่มากันแค่สองคน แต่กลับไม่มีช่องว่างให้ความเหงา หรือความเงียบ เบียดแทรกเข้ามาได้เลย หวังว่าจะได้มีโอกาส
ไปเที่ยวกันแบบนี้อีกนะครับ ***
*** เช่นกันนะต้อม ที่พูดมาต่างๆ นาๆ ก็หยอกล้อกัน พี่ขอพูดสั้นๆ ประโยคเดียวนะ "วันหลังไปไหนไปด้วยกัน"...***
ขอบคุณ
พี่พบ เจ้าหน้าที่อุทยานที่ service ทุกอย่างที่เราต้องการ
น้องเติ้ล, น้องต๋อม, น้องอ๊อฟ สำหรับเสียงหัวเราะและเสียงโอดครวญ
พี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนที่ไปลุยป่าปิดด้วยกัน
พ่อค้า แม่ค้าทุกคน ที่ให้อาหารและมิตรภาพอันน่านับถือ
อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ที่เป็นสถานที่ที่ผมคิดว่าสวยที่สุด เท่าที่เคยพบมา
กวาง ที่ช่วยกินขนมเหลือๆ ของพวกเรา
ผู้สนับสนุนรายการ
เจ๊กิม, ตุ๊กตาหมีใหญ่, ตุ๊กตาหมีเล็ก, หมูป่า, ทาก, ทิชชู, ชุมแพทัวร์, รถ ป.2, ไฟฉาย (ที่ไม่ได้ใช้), โทรศัพท์มือถือ (ส่องทาง), ยาเส้น (ติดไป...ไม่ได้ใช้เช่นกัน), แฟ็บผสมเกลือ, ราดหน้า, ยาคลายเส้น, น้ำแข็งใส, รองเท้าแตะ, หน่อไม้หวาน, ถุงทาก, เสื้อฝน (ซื้อ...แต่ไม่ได้ใช้), โดโซะ, เถ้าแก่น้อย, เม็ดทานตะวัน, เม็ดแตง, ขนมปังฟาร์มเฮารน์, มาม่า, เยลล์ลี่, ข้าวเหนียวหมูทอด, ราดหน้า, น้ำฝน , น้ำตก (น้ำที่ต้อมตักมีตระกอน กินไม่ได้), น้ำซับ (น้ำที่พี่พบตัก ไม่มีตะกอน กินได้) และโลกเล็กๆ ใบนี้ที่ทำให้เกิดภูกระดึงขึ้นมาให้กับมนุษย์
|
ผู้โพสต์ ฝนโรยใบไม่ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 27-10-2551 เวลา 11:00 น.
ภูเจ้าเอ๋ย เจ้าภูกระดึง
เหตุไฉน เจ้าจึง ดูอ้างว้าง
เงียบเหงา เดียวดาย ดูเลือนลาง
แต่ไม่จาง จากใน ความรู้สึก
ฟ้าใส อาทิตย์ส่อง ที่บนภู
จะกี่ครั้ง งดงามอยู่ เป็นหนักหนา
จะคิดถึง หล่มสัก ทุกเวลา
ทุกๆ ครา ในความทรงจำ ตลอดไป
|
ผู้โพสต์ Webmaster โพสต์เมื่อวันที่ 28-07-2551 เวลา 02:10 น.
มีทริปใหม่มาแล้วครับ ไปปางอุ๋งมา ลองเข้าไปดูกันนะครับ
http://travels.phimano.com/pangaung.php
|
ผู้โพสต์ เด็กดื้อ โพสต์เมื่อวันที่ 10-07-2551 เวลา 15:28 น.
คราวนี้ไปด้วย
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 เวลา 18:45 น.
และแล้วการเดินทางครั้งใหม่ก็จะเริ่มบังเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง..."ดอยเสมอดาว"...แล้วพบกันนะครับพี่น้อง...ออกพุธที่ 16 ก.ค.ถึง ก.ท.ม. จันทร์ที่ 21 เช้า .. สนใจ..ฝากกระทู้ไว้ที่นี่เลยนะครับ..หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมทริบกัน..
|
ผู้โพสต์ TLE โพสต์เมื่อวันที่ 06 มิถุนายน 2551 เวลา 17:01 น.
ก็ขอตอบนะจ๊ะ..คณะก็คงเป็นคณะเดิม อาจมีเพิ่มมาบ้างแต่ยังไม่แน่เท่าไหร่...ยังไงเดี๋ยวบอกนะจ๊ะ..
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 04 มิถุนายน 2551 เวลา 00:02 น.
เออ...ไอ้ที่ว่าคณะของต๋อมเนี่ย...คณะเดิมหรือเปล่า...? ชวนเพื่อนไปเพิ่มอีกก็ได้นะ...แล้วพี่ก็จะนั่งนับวันรอเหมือนเว็บมาสเตอร์สุดหล่อเช่นกันจ๊ะ....เหมือนเดิมนะครับ..ใครผ่านไปผ่านมาสนใจก็โพสต์ไว้แล้วกันนะ..ยินดีร่วมทริปครับ
|
ผู้โพสต์ Webmaster โพสต์เมื่อวันที่ 03 มิถุนายน 2551 เวลา 17:13 น.
ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ แล้วผมจะนับวันรอเลย
อ้อ!! หวังว่าเมื่อถึงเวลาน้องต๋อมจะไม่เบี้ยวนะครับ 555
|
ผู้โพสต์ ขอบคุณกันและกัน โพสต์เมื่อวันที่ 03 มิถุนายน 2551 เวลา 15:58 น.
พี่ต้อมถ้าต๋อมและคณะไปด้วยจะรำคาญมากป่ะ 555 เรื่องของเรื่องจะไปด้วย
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 03 มิถุนายน 2551 เวลา 08:42 น.
ดอยเสมอดาว...อช.ศรีน่าน ใครสนใจไปบ้างครับ....? 17-20 ก.ค. 2551 (เข้าพรรษานี้) สนใจโพสต์ไว้ในเว็บบอร์ดนี้นะครับ
|
ผู้โพสต์ Webmaster โพสต์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:51 น.
เรียนทุกคนที่เข้ามาในหน้านี้นะครับ
หากผมอัพเดทเว็บช้าหรือไม่ค่อยมีเนื้อเรื่องใหม่ๆ มาให้ดูกันก็ขออภัยด้วยนะครับ เนื่องจากผมเองต้องการทำเรื่องที่เป็นของ Phimano เองจริงๆ ไม่ได้ไปลอกใครมา ทั้งรูปและเนื้อหาใน section นี้ผมทำขึ้นเองทั้งหมดโดยมีคุณ "ฝนหล่นใบไม้ร่วง" ช่วยเขียนเนื้อเรื่องบางส่วน จึงอาจทำให้ล่าช้าไปบ้าง
หากผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ไหนอีก ผมขอรับรองว่าจะเอาเรื่องราวการเที่ยวในครั้งนั้นมาเล่าให้ทุกท่านได้ฟังได้อ่านกันอย่างแน่นอน
เพื่อนๆ คนใดที่มีอะไรจะชี้แนะ ก็โพสต์แสดงความเห็นไว้ได้เลยนะครับ รวมทั้งถ้าอยากจะไปเที่ยวที่ไหนก็โพสต์ไว้ เผื่อจะได้มีโอกาสไปเที่ยวด้วยกันบ้าง ผมกำลังรอโอกาสและเพื่อนร่วมทริปอยู่นะครับ!!
|
ผู้โพสต์ โย เคมี โพสต์เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 เวลา 16:40 น.
คิดถึงเพื่อนจัง
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 เวลา 15:51 น.
ถึงคุณ webmaster สุดหล่อ... หมดคนมาอัพเดทแล้ว...สงสัยจะต้องถึงฤดูกาลที่จะต้องแสวงหาเรื่องมาเขียนอีกแล้วจริงๆ แหละ ปะ....! ไป....แสดงความอ่อนกันอีกรอบ เอ้า...! ใครที่ผ่านไปผ่านมา แวะเข้ามาอ่านอยากจะไปเที่ยวเพื่อแสดงความอ่อนกับคุณ webmaster สุดหล่อก็โพสต์ที่สถานที่ไว้แล้วกันนะ...เผื่อจะได้ร่วมทริปกัน...แล้วเจอกันนะทุกคน
|
ผู้โพสต์ ถุงแป้ง โพสต์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เวลา 20:39 น.
สนุกดีค่ะ...
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เวลา 19:49 น.
หว้า...มาเช็ดเลตติ้ง...ไม่มีใครอัพเดทเลย...เห็นเว็บมาสเตอร์สุดอ่อนร่ำๆ ว่าอยากไปเที่ยว...ใครสนใจจะไปที่ไหนบ้างง.ฐอกมานะคร๊าบบบบบ....เผื่อมีโอกาสจะได้ร่วมทริปกัน...
|
ผู้โพสต์ เทคโนตรัง โพสต์เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 เวลา 17:30 น.
อ่าๆๆน่าอิจฉาจิงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลยนะ
แอบหนีเค้าไปเที่ยวอิอิ
ของก้อไม่ซื้อมาฝากอ่าอ่า
ไปที่หลังบอกกานมั้งนะ
จะได้เก็บตังค์
|
ผู้โพสต์ TLE โพสต์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 เวลา 18:24 น.
ทักทาย...ยามเย็น
|
ผู้โพสต์ ต๋อมเอง โพสต์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 เวลา 15:38 น.
พี่ต้อม..หายไปจากวงการเลยนะ ชอบทำให้คนอื่นถามถึง
พี่ก็เปิด hotmail ดิลำบากมากเหรอ ตู้เย็นน่ะขำนิด ๆ เอง แน่จริงหามาขำกว่านี้ดิ
|
ผู้โพสต์ hatoon โพสต์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 เวลา 08:35 น.
อืมมันเปลี่ยนไปเยอะเลยทีเดียวน่ะ นี่หรือธรรมชาติ
|
ผู้โพสต์ Webmaster โพสต์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 เวลา 10:10 น.
ตู้เย็น
เรื่องนี้อ่านแล้วขำกลิ้ง
|
ผู้โพสต์ TLE โพสต์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:13 น.
อืม...แล้วตู้เย็นคือเรื่องอะไร ก็ได้ยินตั้งแต่อยู่ภูกระดึงแล้วจ้า...ตกลงคือเรื่องอะไร
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:58 น.
โอๆๆๆ.....งอนไปด้าย น้องต๋อม พี่เองจ๊ะ...พี่ชิวเอง 5555 อุตส่าห์จะเก็บไว้เป็นความลับเสียหน่อย
|
ผู้โพสต์ ต๋อม..สุดสวย โพสต์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 เวลา 08:29 น.
พี่ต้อม..พี่ชิว ถ้าพี่ไม่สารภาพ เฮ้ย! เฉลยต๋อมจะงอนนะ ( ง้อด้วยนะ ) ฝนหล่นใบไม้ร่วง 555
|
ผู้โพสต์ ต๋อม..สุดสวย โพสต์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 เวลา 08:29 น.
พี่ต้อม..พี่ชิว ถ้าพี่ไม่สารภาพ เฮ้ย! เฉลยต๋อมจะงอนนะ ( ง้อด้วยนะ ) ฝนหล่นใบไม้ร่วง 555
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2551 เวลา 19:47 น.
เอ...แล้วอีกอย่างหนึ่งนะ ไอ้ Webmaster น่ะ...หน้าตามันมาได้แค่นี้แหละน้องต๋อม...อย่าไปว่ามันเลย สงสารมัน เออ...แล้วเมื่อไรคุณ Webmaster สุดอ่อน..จะเอาเรื่อง "ตู้เย็น" มาลงซักทีล่ะคร๊าบบบบบบบบบบ
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2551 เวลา 19:45 น.
เฮ้ย....มาว่ากันชื่อบ้านๆ แหมๆ น้อยๆ หน่อย ไอ้อ่อน สรุปแล้ว จ่าหมูเป็นใครรึ...น้องต๋อม
|
ผู้โพสต์ Webmaster โพสต์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2551 เวลา 14:46 น.
ไม่ใช่ผม ผมไม่ใช้ชื่อบ้านๆ แบบนั้นหรอก นั่นหนะ ไอ้พี่ตัวแสบไงน้องต๋อม
แล้วผมก็ไม่รู้จักพี่จ่าหมูเป็นการส่วนตัวหรอกนะ แต่ชื่นชมในฝีมือการถ่ายรูปครับ
|
ผู้โพสต์ ต๋อม โพสต์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2551 เวลา 14:31 น.
อ๋อ..คนไม่หล่อที่เป็นwebmasterใช่ป่ะ...ฮิ ๆ เออพี่รู้จักจ่าหมูด้วยเหรอ
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2551 เวลา 16:47 น.
จะใครเอ่ย..น้องต๋อม ลองทายดูซิ ในเว็บนี้ใครล่ะที่รู้จักน้องต๋อม...55555
|
ผู้โพสต์ ต๋อม..สุดสวย โพสต์เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2551 เวลา 12:03 น.
ไม่ใช่นะ ต๋อมไม่ได้เป็นคนเปลี่ยน mail ไอ้เติ้ลเค้าเปลี่ยนให้แล้วการศึกษาสูงเกิน..ต้องใช้เฉพาะกลุ่มติ้งต่องเท่านั้นถึงจะรู้เรื่องกัน ฮ่า ๆๆ
ไปเที่ยวไหนอ่ะ แล้วฝนหล่นฝบไม้ร่วงเนี้ยะใครอ่ะ งง งง
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 เวลา 22:51 น.
เฮ้ยน้องต๋อม...ไอ้คำว่า nangfha น่ะ...ตั้งใจจะใช้คำว่า "นางฟ้า" หรือเปล่า พี่ว่ามันน่าจะสะกดว่า nangfah นะ...555 ยังไงทริบหน้ามีอีกจะชวนไป แล้วก็เพื่อนๆ ที่มาโพสสนใจจะไปด้วยกัน ก็ลองโพสมานะ เผื่อจัดทริบแล้วจะได้มีโอกาสไปด้วยกัน
|
ผู้โพสต์ ต๋อม.. โพสต์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 เวลา 19:03 น.
ขอแก้ข่าวให้อ๊อฟหน่อยนะคะพี่ต้อมพี่ชิว อ๊อฟไม่ได้เป็นตุ๊ดนะ แค่เหมือนเฉย ๆ
ฮ่า ๆ แม่ฝากบอกว่ารูปสวย ไม่น่าเชื่อว่าหน้าตาอย่างพวกพี่จะเป็นสุภาพบุรุษ ( ล้อเล่น ) ทริปหน้าไปไหนป่าว ก.ค. 51 เออ.....
เปลี่ยน mail แล้วนะ nana_nagfha@hotmail.com
เว็บพี่น่ะ น่าจะมีรูปการ์ตูนเยอะ ๆ นะ จะได้น่ารัก ไม่จืดเหมือนคนทำไง
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 เวลา 15:11 น.
ฝนหนอฝน ล่วงหล่น บนป่าปิด
ใบสนปลิว พริ้วไหว ให้คิดถึง
อาทิตย์ตก เย็นค่ำ ภูกระดึง
อาทิตย์ขึ้น ครวญคนึง ถึงเพื่อนเกลอ
|
ผู้โพสต์ Webmaster โพสต์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 เวลา 15:01 น.
ผมเข้าไปดูเว็บคุณจ่าหมูแล้วนะครับ ฝีมือการถ่ายรูปร้ายกาจมาก สวยจริงๆ แล้วผมจะเข้าไปดูความเคลื่อนไหวที่เว็บคุณจ่าหมูบ่อยๆ นะครับ แล้วก็ขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยมชมในเว็บน้องใหม่ของผม
|
ผู้โพสต์ จ่าหมู โพสต์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 เวลา 14:28 น.
เขียนเรื่องสนุกดีครับ รูปก็สวยครับ ว่างลองเข้าไปดูนะครับของผม
http://basscamp.multiply.com/
|
ผู้โพสต์ นก แม่กลอง โพสต์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 เวลา 12:00 น.
ชิวยังไม่ได้ไปภูกระดึงอีกหรือ เรานึกว่าไปนึกว่าไปตั้งแต่สมัยเรียน ป.ตรี แล้วซะอีก แต่สนุกดีใช่ไหมล่ะ สวยด้วย (ตอนนั้นเราไปตอนปี 4 กับใหม่ เหน่งแล้วก็วิ)
|
ผู้โพสต์ ต๋อมเอง โพสต์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 เวลา 11:36 น.
หวัดดีค่ะพี่ชิว ๆ พี่ต้อมด้วยนะ
|
ผู้โพสต์ Sabo โพสต์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 เวลา 08:30 น.
หึ หึ ไปมาแล้วสินะ...
สงสารตัวเองจัง ไม่ได้ไปเที่ยวมา 3 ปีแล้ว T_T
|
ผู้โพสต์ จิ้งจอกน้อย (เพื่อนพี่ชิว) โพสต์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 เวลา 08:22 น.
ยาวจัง เดี๋ยวค่อยกลับมาอ่านต่อ เพิ่งไปได้ 1/3 เอง แหะๆ
แต่เริ่มมาก็น่าสนใจแระ ระลึกอดีตดีแท้
|
ผู้โพสต์ เด็กดื้อ โพสต์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 เวลา 15:57 น.
เขียนได้ดีจ้า ภาพสวย อ่านแล้วสนุกดี ประทับใจ แต่อยากไปด้วยอ้า
|
ผู้โพสต์ Partner โพสต์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 เวลา 13:49 น.
โอวววว....สนุกกันสุดสุดสุดสุด เลยหรือเปล่า
ภาพสวยดีจร้า
|
ผู้โพสต์ พี่เอ้ โพสต์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 เวลา 11:49 น.
ได้เลยจ้ะ พี่บอกพี่ชิวไว้แล้วว่า คราวหน้าไปเที่ยวไหน ลองโทรมาชวนพี่บ้าง
แล้วจะติดตามอ่านผลงานเรื่องต่อไปนะคะ
|
ผู้โพสต์ Tle na ja.. โพสต์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 เวลา 11:11 น.
อู้...ทริปนี้สนุกดี่จ้า...
|
ผู้โพสต์ เม็ดขนุน โพสต์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 เวลา 10:03 น.
...อ่านไปยิ้มไป... เป็นอาการขณะเข้ามาอ่าน"บันทึกการเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง" รู้สึกประทับใจแทนจังค่ะที่ธรรมชาติก่อให้เกิดมิตรภาพระหว่างพี่น้อง การเดินทาง ฯลฯ ...การบอกเล่า พร้อมภาพประกอบที่สวยงามทำให้เสมือนหนึ่งว่าได้ร่วมทริปด้วย (คุณชิวๆ ถ้ามีทริปอีกส่งข่าวกันบ้างนะ) ขอบคุณค่ะ
|
ผู้โพสต์ Webmaster โพสต์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:47 น.
ขอบคุณทุก comment นะครับ(ยกเว้นที่พี่ชิวส่งมา) โดยเฉพาะ "พี่เอ้" หวังว่าจะได้ไปเที่ยวด้วยกันบ้างนะครับ เห็นพี่ชิวบอกว่าเคยมีบาง trip ที่พี่สนใจ
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 เวลา 08:34 น.
555...ลงให้แล้วรึ ไอ้อ่อน
|
ผู้โพสต์ พี่เอ้ โพสต์เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 เวลา 17:51 น.
มาเยี่ยมชมค่ะ ภาพสวย แล้วก็บรรยายได้เห็นนึกภาพออกเลย ว่าแต่พี่ชิวน่ะ ไปมาหลายรอบแล้วไม่ใช่เหรอ
|
ผู้โพสต์ ฝนหล่นใบไม้ร่วง โพสต์เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 เวลา 17:58 น.
แวะมาทักแล้วนะโว้ย..ไอ้อ่อน
|
ผู้โพสต์ kao โพสต์เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 เวลา 09:16 น.
ภาบ สวยมากครับ
ชอบภาบย้อนแสง
สม แล้ว ที่เป็นภูชี้ฟ้า.... เอ้ย ภูกระดึง ...
|
ผู้โพสต์ Webmaster โพสต์เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 เวลา 00:13 น.
ขอประเดิมเป็นคนแรกเลยแล้วกันนะครับ
รบกวนเพื่อนๆ ที่เข้ามาดู หน้านี้ ช่วยโพสต์อะไรไว้บ้างนะครับ เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงเว็บให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป
ขอบคุณล่วงครับ
|
|